เรื่องสั้น หวานอมขมกลืน


                เมื่อไม่นานมานี้ ผมหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อหวาน ผมจำได้ดีว่าครั้งแรกที่เห็น เธอนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวริมสระน้ำตอนโพล้เพล้ในมหาวิทยาลัย ด้วยความสงสัยจึงเดินเข้าไปถามไถ่เธอด้วยความเป็นห่วงเป็นใยฉันเพื่อนมนุษย์ จนผมรู้สาเหตุว่าเธอเพิ่งอกหัก ผมแอบครุ่นคิดคนเดียวในใจไม่ได้ว่า ฉากแบบนี้มันหนังรักชัดๆ อีกไม่นานผมคงจะได้ลงเอยกับเธอ ก็อย่างว่าใครจะห้ามใจคิดได้ ก็เธอช่างมีหน้าตาสละสลวยเหลือเกิน
                ผมพยายามเล่าเรื่องตลกให้เธอฟัง จนเธอหัวเราะรวนออกมาได้ ระยะเวลาในการนั่งริมสระน้ำทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับเธออย่างไม่ทราบสาเหตุ และไม่นานพอความคุ้นเคยบังเกิด ผมก็ชวนเธอระบายความทุกข์ลงน้ำเหมือนที่ใครหลายๆ คน นิยมทำกันเวลาอกหัก ผมบอกเธอว่าการนั่งมองน้ำอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สามารถระบายความเศร้าได้ และผมก็หยิบก้อนหิน ก้อนเล็กๆ ข้างตัว ขว้างให้กระทบผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวงระลอกๆ
                “มันเพลินดีนะขม เหมือนได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่าง”
                ใช่นั่นคือชื่อของผมเอง ชื่อที่ผมเคยสงสัยมานานว่าทำไมพ่อแม่ถึงต้องให้ผมชื่อขม ผมรู้สึกมันไม่ยักเป็นมงคลเลย แต่พอผมถามพ่อ ท่านก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่าตอนแพ้ท้องแม่แกชอบกินผักขม มันจะอย่างไรก็แล้วแต่ผมก็ยังสงสัยกับชื่อของตัวเองอยู่ดี  
                “หวานขอบคุณขมมาก มันช่วยให้หวานลืมความทุกข์ไปได้ช่วงหนึ่งเชียวแหละ“
                “ไม่ต้องขอบอกขอบใจอะไรหรอก ผมไม่หวงวิธีระบายความทุกข์นี้หรอก แต่ผมหวงหวานนะ”
                หวานหันมายิ้มให้ผมแบบเอียนๆ แล้วเอามือตบบ่าผม ผมรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมของหัวใจเกินจะบรรยาย ผมว่ามันกระเพื่อมมากกว่าน้ำข้างหน้าตอนนี้เสียอีก  
                วันนี้เป็นวันแรกของผมที่จะได้กินข้าวกับหวาน แค่คิดผมก็ตื่นเต้นจะแย่แล้ว ก่อนไปถึงร้านผมไม่ลืมที่จะหาซื้อดอกไม้ไปให้เธอ ผมกำดอกกุหลาบขาวไว้ในมือและรีบวิ่งไปที่ร้าน
                “สายไป 2 นาที นะขม”
                “พอดีขมแวะซื้อนี่มาให้หวาน”
                “ไม่เห็นต้องให้อะไรหวานเลย”
                “เอาน่าหวาน ผมให้ด้วยความจริงใจ”
                เป็นความจริงที่เราทั้งสองเริ่มสนิทชิดเนื้อ เอ้ย! ชิดเชื้อกันมากขึ้น โดยผมเองก็แอบหวังไปไกลว่าความรักที่ผมมีให้เธอจะหอมหวานไปตลอดกาล แต่ก็ยังมีเรื่องให้ผมต้องหวั่นวิตกเสมอเพราะหวานเป็นสาวหน้าตาดี นิสัยดี และเป็นที่หมายปองของพวกหนุ่มๆ ที่มาขายขนมจีบเธอทุกวัน ดอกไม้บ้าง ขนมบ้าง ชวนไปเที่ยวบ้าง แต่ผมก็ยังไม่มีรายไหนที่เธอตกลงปลงใจ มันเลยยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าหวานมีใจให้ผมเกินหนุ่มๆ คนอื่น
                วันนี้ผมตัดสินใจจะขอหวานเป็นแฟนให้ได้ เรานัดกับที่ร้านอาหารคู่รักที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นร้านหนึ่ง ผมใช้เวลาอยู่ร่วมสัปดาห์ในการจองร้านอาหารร้านนี้  ตอนนี้ผมกำลังสำรวจความพร้อมของตัวเอง และพลิกดอกกุหลาบช่อใหญ่ข้างกายไปมา  และไม่นานเธอก็เยื้องกายเข้ามาในร้าน

            “รอนานหรือป่าวขม”

            “ไม่นานเลย พอดีขมมาก่อนเวลา”

            “วันนี้เป็นวันพิเศษอะไร ทำไมเราถึงมากินร้านที่จองยากขนาดนี้ได้”

                “ขมมีเรื่องสำคัญจะบอกหวาน” ผมเยื้องมือไปหยิบดอกกุกลาบขาวช่อใหญ่ข้างกาย ยื่นให้หวาน เธอแปลกใจเล็กน้อยกับการกระทำ
                “เราเป็นแฟนกันไหมหวาน ขมอยากบอกหวานมานานแล้ว” เธอนิ่งไปชั่วขณะ ระหว่างนั้นจิตใจผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ผมกลัว กลัวจริงๆ กลัวคำบางคำจะหลุดจากปากเธอ
                “ที่ผ่านมา หวานคิดว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน” โป๊ะ! ใช่ผมรู้สึกโป๊ะมาก โป๊ะจนไม่อยากจะพูดอะไร
                “หวานกลัว กลัวจะเสียขมไปถ้าเราเป็นแฟนกัน  จำตอนที่ขมเจอหวานได้ไหม วันนั้นหวานอกหักเพราะหวานตัดสินเป็นแฟนกับคนที่หวานคบ เขารับหวานไม่ได้ เขาบอกว่าหวานไม่ปกติ หวานกลัวขมจะทิ้งหวานไปแบบเขา เราเป็นเพื่อนกันแบบนี้ดีกว่า”
                เธอร่ายประโยคยาวๆ ประโยคนี้ที่ผมฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ ผมรู้สึกหน่วงที่หัวใจอย่างมาก และผมเองเป็นฝ่ายเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบๆ
                สามวัน สามวันแล้วที่ผมไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  ไม่ทำงานส่ง ไม่ไปเรียน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอกหัก และผมเริ่มคิดอุตะริดจะทำอะไรบางอย่างขึ้น  แต่ตอนนี้ผมยังคิดไม่ออก
                วันนี้เป็นวันที่สี่ ผมไม่ได้ติดต่อหวานมาสี่วันแล้ว เพราะผมกำลังคิด คิด คิดถึงบางอย่างที่ผมจะทำกับตัวผมให้อาการหน่วงหายไป  เวลาล่วงเลยมาหลายชั่วโมงแล้ว แสงเรืองๆ ในห้องสี่เหลี่ยมเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ขณะที่ผมกำลังเยื้องมือจับปากกาเพื่อเขียนบันทึกในยามวิกาลเช่นนี้ ซึ่งปกติมันไม่ใช่วิสัยของผมเลย ผมกำลังพยายามระบายความทุกข์ของผมลงในกระดาษ เพราะผมเพิ่งค้นพบว่ามันช่วยผมได้อย่างน่าประหลาด แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังหน่วงอยู่ดี
                ผมมองไปรอบๆ ห้อง เพื่อมองหาอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ผมก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ ผมรู้สึกว่าผมเริ่มมีอาการลอยๆ แล้ว เนื่องจากผมไม่ได้กินอะไรเท่าไรในสี่วันนี้  ผมตัดสินหาความบันเทิงด้วยการดูทีวี ยามวิกาลเช่นนี้ไม่มีฟรีทีวีช่องไหนสามารถช่วยผมได้  ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ตัดสินใจติดช่องเคเบิ้ลตั้งแต่เดือนก่อนตอน ที่มีพนักงานขายมาโฆษณาหน้าบ้าน 
                หวานกำลังเดินเข้ามาในห้องของผม  เธอเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมคำขอโทษ ผมตกใจมากไม่รู้ว่าเธอเข้ามาได้อย่างไร หรือแม่ผมอาจให้เธอขึ้นมา เธอจับมือผมแล้วปลอบโยนผมด้วยการกอด ผมไม่แน่ใจว่าเธอกำลังจะทำอะไร มันเป็นความรู้สึกบริสุทธิ์และสะอาด เมื่อผมได้สัมผัสไอกอดของหวาน ผมแอบคิดไปเองคนเดียวว่าหวานก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน ผมประคองเธอและโน้มตัวเธอลงบนเก้าอี้ตรงหน้าผม  ผมดีใจมากที่หวานมาหาผม น้ำตาผมไหล ผมรู้สึกถึงความเหนียวที่คางของตัวเอง เข้ามาแทนที่ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันเมื่อครู่นี้ และผมก็ตั้งสติได้ ผมพลอยหลับไป 
                เหตุการณ์นี้ทำให้ผมยิ่งฟุ้งซ่านไปใหญ่ ผมลุกจากเตียงไปล้างความเหนียวจากน้ำลายที่แปลกเปลื้องตรงคางในห้องน้ำ และผมก็ตัดสินใจออกไปเดินสูดอากาศข้างนอก เพื่ออะไรๆ จะดีขึ้น  ผมเดินก้มหน้าก้มตาผ่านตึกใหญ่ไปสู่ถนนใหญ่ในคืนที่แสงไฟสลัวเช่นนี้ ผมหยุดยืนที่หน้าร้านสะดวกซื้อ และเลือกซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง ระหว่างทางผมอ่านมันไปพรางๆ มันเป็นหนังสือที่จ่าหัวว่าคนเราขจัดความทุกข์ด้วยการฆ่าตัวตายได้จริงหรือ
                ผมเริ่มสนใจข้อความในหนังสือมากขึ้น  ผมรู้สึกว่าถึงอย่างไรในเมื่อถึงเวลาคนเราก็ต้องตายจากโลกนี้ไปอยู่ดี การฆ่าตัวตายน่าจะทำให้อาการหน่วงของผมจากไปด้วยเหมือนกัน  ผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น และเริ่มเขียนบันทึกอีกครั้ง ผมหวังว่ามันจะเป็นข้อความสุดท้ายที่ผมจะได้เขียน 
                ผมรู้สึกว่ายามวิกาลเช่นนี้คือเวลาอันเหมาะสมของผมแล้ว ผมตัดสินใจว่าจะเอามีดแทงตัวเอง แต่ขณะนี้ที่เองที่ผมเริ่มนึกสงสัยถึงเรื่องราวของวันพรุ่งนี้ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบนโลกใบนี้บ้าง ถ้าเกิดผมไม่ตายล่ะ ผมจะทำอย่างไร ผมคงหยุดคิดถึงหวานไม่ได้ 
                ถึงเวลาตอนนี้ก็เป็นเวลาตีสามแล้ว ผมว่าผมต้องลองเสี่ยงดูสักครั้ง มีดถูกปักแถวหน้าอกของผม มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บและผมก็หมดสติไป 
                ผมตื่นมาในห้องสีขาวโพล้น ผมได้กลิ่นแอมโมเนีย พ่อแม่ผมรีบวิ่งมาดูผมด้วยอาการร้องไห้ ผมดูไม่ออกว่าท่านร้องไห้ด้วยความดีใจหรือเสียใจ ข้างหลังท่านคือหวาน ผู้หญิงที่ทำให้ผมรู้สึกหน่วง เธอก็ร้องไห้เหมือนกัน
                พวกเราขอเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังสักพัก หวานเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับเธอให้ผมฟังว่าทำไมถึงรับรักผมไม่ได้ เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะว่าหวานเป็นกระเทย พอหวานจะคบใครจริงจังหรือพอทุกคนรู้ความจริงก็มักจะทิ้งเธอไป ไม่เคยมีใครยอมรับเธอได้เลย หวานเลยกลัวจะเสียผมไปถ้าเราเป็นแฟนกัน เล่ามาถึงตรงนี้ ผมก็ร้องไห้ แต่ผมรู้ตัวเองดีว่าร้องไห้เพราะอะไร ผมร้องไห้เพราะความเสียใจ ความตกใจ กับชีวิตขมๆ ของผม ว่ามันเป็นเรื่องจริงที่ตลอดเวลาผมรักกระเทย

 

อยากบอกต่อ

posted on 31 Oct 2010 22:36 by mode-bangkok

ปลาไม่มีประเทศ

 

หนังสือเล่มนี้ได้มาตอนไปอุทัยธานีเมื่่อไม่กี่วันก่อนกับชาวทริปทั้งหมด 8 คน

วัน ที่เราพยายามตามหาร้านหนังสือเล็กๆร้านหนึ่งทั่วเมือง กับลุงอุทัยคนหนึ่งที่เราว่าจ้างรถสองแถวเพื่อไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แต่น่าแปลกตรงที่พวกเราทั้ง 8 คน ในทริปไม่มีสักคนที่รู้จักชื่อของแกเลย แต่ตลอดการเดินทางด้วยกันทั้ง 2 วัน มีแต่ความจริงใจและเอื้อเฟื้อกันตลอดเส้นทาง เพราะพวกเราไม่ได้คิดจะเอาเปรียญลุงแต่ลุงก็ไม่คิดจะเอาเปรียญพวกเรา เพราะพวกเราไม่มีประเทศ (555) จนถึงวันนี้กลับมาบ้านพวกเราก็ยังไม่รู้จักลุงแกเลย.......

 

การ เดินทางที่แสนทรหดและมุ่งมานะในการตามหาร้านหนังสือ book topia ในเมืองอุทัยธานี มีเรื่องราวและเรื่องเล่ามากแต่ในที่สุดก็มาถึง พี่ๆเจ้าของร้านน่ารักพวกเราออกจากร้านด้วยข้อมูลที่ต้องการและหนังสือคนละ เล่ม 2  3  4  5  6  7  เล่มก็แล้วแต่ละคน

 

หนึ่งในจำนวน หนังสือที่ทุกคนติดออกมาดูเหมือนจะเป็น ปลาไม่มีประเทศเล่มนี้กลับมาบ้านได้เปิดอ่าน เปิดผ่านๆก็ตะลึงกับภาพสีทั้งเล่มและรูปสวยๆ แต่ต้องตะลึงอีกครั้งกับตัวหนังสือที่ถูกร้อยเรียงด้วยความคิดอันแสนเฉียบ ขาด ด้วยวิธีการ รูปแบบที่กล้าฉีกแนว แต่มากด้วยเสน่ห์ ของเจ้าของนามปากกา ญามิลา 

 

ปลาไม่มีประเทศ ใช้ตัวหนังสือไม่เยอะ แต่ใช้ความคิดเสียเยอะเชียว 

ภาพประกอบเป็นอีกหนึ่งอย่างที่จูงใจการอ่านได้ดีทีเดียว ก็คงเหมือนที่คำปลากาศในหน้าแรกๆของหนังสือ คุณญามิลา เขียนไว้ว่า

"สมมุติ ว่าหนังสือเล่มนี้คืออัลบั้มเพลง ผมก็เป็นคนเขียนเนื้อร้อง ศศิเป็นคนใส่ทำนองและทำดนตรี ส่วนโปรดิสเซอร์นั้น เธอไม่เพียงดูแลการผลิตอัลบั้มปลาไม่มีประเทศ หากยังดูแลชีวิตผมด้วย" แอบหวานเล็กๆอีกต่างหากในตอนท้าย

 

หากเนื้อเพลงดีทำนองไม่ดี โปรดิวเซอร์ดูแลไม่ดีเพลงก็คงออกมาไม่ดีแต่นี่ทั้งเนื้อเพลงและทำนองพร้อม ด้วยโปรดิวเซอร์ทำงานอย่างละเมียดละไม ผลงานจึงมีรสชาติกลมกล่อม ฟังเนื้อแค่ช่วงแรกก็ติดหูแล้ว พอฟังไปเรื่อยๆก็เหมือนจะร้องตามได้ และก็อยากให้ทุกคนได้ร้องตามกันได้ เหมือนกัน อยากเล่าเรื่องราวในหนังสือ แต่มันจะมากเกินไปเพราะเราไม่ได้ปริทัศน์งาน แต่เราแนะนำงานเขียนดีดีเล่มหนึ่ง และอยากบอกต่อให้ลองหามาอ่านกันดู

 

แล้วจะรู้ว่า ปลาไม่มีประเทศ โดย ญามิลา ร้ายกาจ จริงๆหนังสือที่ดีคือหนังสือที่ได้อ่านและจะดีมากขึ้นถ้าคนอ่านมากขึ้นๆ

ขอบคุณค่้ะ

posted on 06 Mar 2010 22:57 by mode-bangkok

ภาระกิจนิตยสารออนไลน์เสร็จสิ้นแล้วเย่ๆๆๆ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาติดตามค่ะ จากใจจริงนะค่ะ